เจาะลึกการมีบุตรยาก ปัญหาอยู่ที่ใคร?? | ||||
|
เว็บไซต์ข้อมูลธุรกิจ งานออนไลน์ เคล็ดลับ seo วิธีการหารายได้เสริมจากอินเตอร์เน็ต เช่น ธุรกิจ MLM adsenc amazon กลยุทธ์ในการทำงาน และวิธีการสมัครร่วมทำธุรกิจ
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เจาะลึกการมีบุตรยาก ปัญหาอยู่ที่ใคร??
10 เคล็ดลับเพื่อความปลอดภัยในการใช้โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์
โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ (หรือที่เรียกว่า IM) คือ วิธีการสื่อสารออนไลน์ที่คล้ายคลึงกับอีเมล์ แต่สามารถสื่อสารถึงกันได้รวดเร็วกว่า เวลาใช้งานโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ อย่างเช่น Windows Messenger, AOL Instant Messenger หรือ Yahoo Messenger นั้น คุณสามารถพิมพ์ข้อความที่ต้องการจะส่งไป และคนรับจะเห็นข้อความนั้นเกือบจะในทันที ในทางกลับกัน เมื่อเพื่อนของคุณพิมพ์ตอบกลับมา คุณก็จะเห็นทันทีเช่นกัน
ในบางครั้ง มักจะเรียกการคุยผ่านโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ว่าคือการ "แชต" อย่าง ไรก็ตามการแชตกับการคุยด้วยโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์นั้นไม่เหมือนกัน โดยโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์คือ การคุยระหว่างสองคน ในขณะที่การแชตจริงๆ แล้วคือการคุยกันในห้องสนทนา หรือ แชตรูมในอินเทอร์เน็ต สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ใช้โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ให้ปลอดภัยกว่าเดิม
การสื่อสารโดยการใช้โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์มีความเสี่ยงในด้านการรักษา ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวบางด้านที่เหมือนกันกับอีเมล์ แต่ยังมีอันตรายบางอย่างที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งคุณควรระวัง
1. ระมัดระวังในการตั้งชื่อใช้งาน โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์แต่ละตัว จะขอให้คุณตั้งชื่อใช้งานขึ้นมาซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับชื่ออีเมล์ ชื่อใช้งานของคุณไม่ควรมี หรือส่อแสดงถึงข้อมูลส่วนตัว ตัวอย่างเช่น ชื่อเล่นที่ใช้ควรจะเป็น PoomExtreme แทนที่จะเป็น PoomBkkU เป็นต้น
2. สร้างแนวป้องกันตัวเองจากข้อความที่ไม่พึงประสงค์ อย่าลิสต์ชื่อ หรืออีเมล์ของคุณตามที่สาธารณะออนไลน์ (เช่น ไดเร็คทอรีอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ หรือมีโพรไฟล์ไว้ในชุมชนออนไลน์) หรือให้ชื่อและอีเมล์แก่คนแปลกหน้า บริการเมสเซ็นเจอร์บางรายจะเชื่อมโยงชื่อใช้งานเข้ากับชื่ออีเมล์ของคุณที่ ใช้จดทะเบียน ดังนั้น ยิ่งชื่ออีเมล์ของคุณถูกคนเข้าถึงได้มากเท่าไหร่ คุณอาจมีโอกาสได้รับสแปมเมล์และ ถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นเท่านั้น
3. อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญ เช่น หมายเลขบัตรเครดิตหรือรหัสผ่าน ในระหว่างการพูดคุยในโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์
4. สื่อสารกับเฉพาะบุคคลที่มีลิสต์ชื่ออยู่ในคอนแท็กหรือรายชื่อคนรู้จักเท่านั้น
5. หากคุณตัดสินใจที่จะนัดพบกับคนแปลกหน้าที่รู้จักผ่านการใช้โปรแกรมเมสเซ็น เจอร์ ให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยล่วงหน้าที่เหมาะสมด้วย ตัวอย่างเช่น อย่าไปพบเพียงคนเดียว (พาเพื่อนหรือพ่อแม่ไปด้วย) นัดและอยู่พบกันในสถานที่สาธาระเสมอ เช่น ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า
6. ไม่เปิดภาพ ดาวน์โหลดไฟล์ หรือคลิกที่ลิงก์ในข้อความที่ส่งมาจากบุคคลที่ไม่รู้จัก และหากมาจากบุคลที่รู้จักให้สอบถามซ้ำกับผู้ส่งว่าได้ส่งข้อความ (และสิ่งที่แนบ) มาจริงหรือไม่ หากมิใช่ให้ปิดโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ทันที
7. อย่าส่งข้อความส่วนบุคลหรือส่วนตัวในที่ทำงาน นายจ้างของคุณอาจมีสิทธิทางกฏหมายที่จะเข้าดูข้อความเหล่านั้นได้
8. หากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ อย่าเลือกฟังก์ชั่นที่อนุญาติให้คุณเข้าระบบโดยอัตโนมัติ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ถัดจากคุณอาจจะมองเห็นและใช้ชื่อของคุณเข้าระบบได้
9. คอยติดตามและจำกัดการใช้โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ของลูกคุณ วิธีหนึ่งก็คือสมัครใช้บริการ MSN Premium IM ที่ จะช่วยให้คุณมีสิทธิ์อนุมัติชื่อผู้ติดต่อทุกรายกับลูกของคุณ ก่อนที่จะรับข้อความที่ส่งมาจากบุคคลเหล่านั้น นอกจากนี้คุณจะยังได้รับรายงานถึงกิจกรรมออนไลน์ของลูกอีกด้วย โปรดดูที่เว็บไซต์ MSN Messenger เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการควบคุมสำหรับพ่อแม่ซึ่งจะรวมถึงบริการนี้ด้วย
10. เมื่อใดที่ไม่สามารถรับข้อความได้ ควรระมัดระวังในการแสดงข้อความต่อผู้ใช้รายอื่นด้วย เช่น คุณอาจไม่ต้องการให้ทุกคนในคอนแท็คลิสต์รู้ว่า คุณ “ออกไปทานข้าว” เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลจาก webthaidd.com
ในบางครั้ง มักจะเรียกการคุยผ่านโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ว่าคือการ "แชต" อย่าง ไรก็ตามการแชตกับการคุยด้วยโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์นั้นไม่เหมือนกัน โดยโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์คือ การคุยระหว่างสองคน ในขณะที่การแชตจริงๆ แล้วคือการคุยกันในห้องสนทนา หรือ แชตรูมในอินเทอร์เน็ต สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
ใช้โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ให้ปลอดภัยกว่าเดิม
การสื่อสารโดยการใช้โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์มีความเสี่ยงในด้านการรักษา ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวบางด้านที่เหมือนกันกับอีเมล์ แต่ยังมีอันตรายบางอย่างที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งคุณควรระวัง
1. ระมัดระวังในการตั้งชื่อใช้งาน โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์แต่ละตัว จะขอให้คุณตั้งชื่อใช้งานขึ้นมาซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับชื่ออีเมล์ ชื่อใช้งานของคุณไม่ควรมี หรือส่อแสดงถึงข้อมูลส่วนตัว ตัวอย่างเช่น ชื่อเล่นที่ใช้ควรจะเป็น PoomExtreme แทนที่จะเป็น PoomBkkU เป็นต้น
2. สร้างแนวป้องกันตัวเองจากข้อความที่ไม่พึงประสงค์ อย่าลิสต์ชื่อ หรืออีเมล์ของคุณตามที่สาธารณะออนไลน์ (เช่น ไดเร็คทอรีอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ หรือมีโพรไฟล์ไว้ในชุมชนออนไลน์) หรือให้ชื่อและอีเมล์แก่คนแปลกหน้า บริการเมสเซ็นเจอร์บางรายจะเชื่อมโยงชื่อใช้งานเข้ากับชื่ออีเมล์ของคุณที่ ใช้จดทะเบียน ดังนั้น ยิ่งชื่ออีเมล์ของคุณถูกคนเข้าถึงได้มากเท่าไหร่ คุณอาจมีโอกาสได้รับสแปมเมล์และ ถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นเท่านั้น
3. อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญ เช่น หมายเลขบัตรเครดิตหรือรหัสผ่าน ในระหว่างการพูดคุยในโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์
4. สื่อสารกับเฉพาะบุคคลที่มีลิสต์ชื่ออยู่ในคอนแท็กหรือรายชื่อคนรู้จักเท่านั้น
5. หากคุณตัดสินใจที่จะนัดพบกับคนแปลกหน้าที่รู้จักผ่านการใช้โปรแกรมเมสเซ็น เจอร์ ให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยล่วงหน้าที่เหมาะสมด้วย ตัวอย่างเช่น อย่าไปพบเพียงคนเดียว (พาเพื่อนหรือพ่อแม่ไปด้วย) นัดและอยู่พบกันในสถานที่สาธาระเสมอ เช่น ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า
6. ไม่เปิดภาพ ดาวน์โหลดไฟล์ หรือคลิกที่ลิงก์ในข้อความที่ส่งมาจากบุคคลที่ไม่รู้จัก และหากมาจากบุคลที่รู้จักให้สอบถามซ้ำกับผู้ส่งว่าได้ส่งข้อความ (และสิ่งที่แนบ) มาจริงหรือไม่ หากมิใช่ให้ปิดโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ทันที
7. อย่าส่งข้อความส่วนบุคลหรือส่วนตัวในที่ทำงาน นายจ้างของคุณอาจมีสิทธิทางกฏหมายที่จะเข้าดูข้อความเหล่านั้นได้
8. หากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ อย่าเลือกฟังก์ชั่นที่อนุญาติให้คุณเข้าระบบโดยอัตโนมัติ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ถัดจากคุณอาจจะมองเห็นและใช้ชื่อของคุณเข้าระบบได้
9. คอยติดตามและจำกัดการใช้โปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ของลูกคุณ วิธีหนึ่งก็คือสมัครใช้บริการ MSN Premium IM ที่ จะช่วยให้คุณมีสิทธิ์อนุมัติชื่อผู้ติดต่อทุกรายกับลูกของคุณ ก่อนที่จะรับข้อความที่ส่งมาจากบุคคลเหล่านั้น นอกจากนี้คุณจะยังได้รับรายงานถึงกิจกรรมออนไลน์ของลูกอีกด้วย โปรดดูที่เว็บไซต์ MSN Messenger เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการควบคุมสำหรับพ่อแม่ซึ่งจะรวมถึงบริการนี้ด้วย
10. เมื่อใดที่ไม่สามารถรับข้อความได้ ควรระมัดระวังในการแสดงข้อความต่อผู้ใช้รายอื่นด้วย เช่น คุณอาจไม่ต้องการให้ทุกคนในคอนแท็คลิสต์รู้ว่า คุณ “ออกไปทานข้าว” เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลจาก webthaidd.com
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ขายอะไรผ่านเว็บไซต์ดี?
ยุคนี้ สมัยนี้ ใครๆ เค้าก็ขายของออนไลน์ผ่านเว็บกัน อย่าว่าแต่แม่ค้ามืออาชีพเลยค่ะ มนุษย์เงินเดือนหลายๆท่าน เค้าก็ขายของหารายได้เสริมไปด้วย แต่คนที่พึ่งคิดอยากจะขายของออนไลน์ล่ะ บางทีอาจจะไม่มีไอเดียว่าเราจะขายสินค้าอะไรดีน้า? แล้วของจะขายได้ไหม? ทำยังไงร้านของเราจึงจะเป็นที่รู้จัก?
ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ทีมงาน สนุก! คลาสสิฟายด์ ไปค้นหาคำตอบมาให้เพื่อนๆ แล้ว ^^

1. สินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด
หากคุณสามารถหาแหล่งสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด นั้นหมายถึงความได้เปรียบในการขาย เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า นั้นจะช่วยทำให้ผู้ซื้อสนใจและจดจำร้านค้าคุณได้ รวมถึงการบอกต่อไปยังคนอื่นๆได้อีกด้วย แต่หากคุณขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต หรือเว็บไซต์เป็นหลัก คุณก็สามารถลดต้นทุนไปได้มากแล้ว เพราะไม่ต้องมาเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เพราะคุณสามารถทำเองได้หมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงเท่ากับร้านค้าทั่วไป
หรือบางคนอาจจะรู้แหล่งสินค้าราคาถูกในท้องถิ่นของคุณ ซึ่งหากสินค้าชิ้นนั้นไปขายที่อื่น ก็จะสามารถขายได้ราคาดีกว่า เช่น คุณอาจจะอยู่จังหวัดขอนแก่น ใกล้แหล่งผ้าไหม คุณก็อาจจะเปิดร้านขายผ้าไหมลวดลายพิเศษ หายาก ผ่านเว็บไซต์ไปยังทั่วประเทศและต่างประเทศก็ได้ นี้คือตัวอย่างคร่าวๆ ทีนี้ก็ลองมานึกดูสิครับว่า ใกล้ๆตัวคุณมีแหล่งสินค้าราคาถูกอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาขายได้
2. สินค้าเฉพาะกลุ่ม
สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยไม่ได้เน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) เช่น สินค้าสำหรับคนอ้วน, สินค้าสำหรับคนท้อง, สินค้าสำหรับแม่, สินค้าสำหรับเจ้าสาว-คู่แต่งงาน, สินค้าสำหรับเกย์ หรือกระเทย เป็นต้น ก็น่าสนใจ
การที่เราจับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม จะทำให้เราสามารถเจาะและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะได้ง่ายมาก หากลุ่มลูกค้าได้ง่าย ลูกค้าจดจำคุณได้ง่าย และนั้นหมายถึงโอกาสการขายก็มีมากกว่าการที่เราไปเปิดเว็บไซต์ขายของเหมือน คนทั่วไป ตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดเฉพาะ กลุ่มอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณจับและเข้าถึงได้แล้ว ยอดขายน่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องครับ
3. สินค้า “ไม่” ยอดนิยม
ลองหาสินค้าที่ “ไม่ค่อยนิยม” ลองมาขายดู เพราะส่วนใหญ่เว็บไซต์ต่างๆ ชอบขายสินค้าที่ “นิยม” ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันในสินค้าประเภทนี้มาก ทำให้โอกาสสินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จักเป็นได้ยาก แต่หากคุณเน้นไปที่ สินค้าไม่เด่น ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า เช่น เปิดเว็บไซต์ขายเทปเพลงเก่า พระเครื่อง รุ่นที่ไม่ค่อยมีคนนิยม
4. สินค้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน
สินค้าบางอย่างผู้ซื้อไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอาจจะมีความอาย หรือไม่ต้องการให้ผู้ขายรู้จักหรือเห็นหน้า ดังนั้นการซื้อผ่านเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ต ดูจะเป็นช่องทางที่หลายๆคนเลือกใช้ในการซื้อสินค้าลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ, ถุงยางอนามัย, อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, ชุดชั้นใน Sexy เป็นต้น
5. สินค้ามีสไตล์เฉพาะตัว (Unique)
หากสินค้าหรือบริการของคุณ มีความเฉพาะตัว แตกต่าง ไม่เหมือนใคร (Unique) ก็สามารถขายได้ดีเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่สามารถหาซื้อที่อื่นๆได้นอกจากของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ลายผ้า ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว, สินค้า Handmade ประเภทต่างๆ แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าของเราเป็นของดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่รู้จักมาก่อน หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน
ดังนั้นการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจ และการให้รายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ครบถ้วน เช่นการมีรูปภาพเยอะๆ การให้รายละเอียดหรือคำอธิบายสินค้าเยอะๆ หรือมี VDO อธิบายสินค้า ดูน่าจะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจ และซื้อสินค้าลักษณะนี้ได้ไม่ยาก
6. สินค้าที่มีน้ำหนักเบา
การขายสินค้าที่มีน้ำหนักเบา จะมีความได้เปรียบในด้านการส่งสินค้าให้ลูกค้า เพราะจะส่งได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีราคา เช่น มีหลายคนๆขายสแตมป์เป็นชุด บางชุดมีราคาหลายพันบาทเลย ส่งง่ายเพราะแค่สอดเข้าซองจดหมายก็ส่งได้แล้ว
ดังนั้นสินค้าบางอย่างที่มีน้ำหนักเบา มีราคาสูง ก็อาจจะช่วยทำให้การค้าขายมีกำไรได้มาก แต่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าที่มีการลงทะเบียนที่จะช่วยสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เช่นกัน
7. สินค้าที่มีเรื่องราว
สินค้าหรือของที่มีเรื่องราว มีประวัติประกอบ จะทำให้สินค้าชิ้นนั้นๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ผมอาจจะขายเครื่องปั้นดินเผา แต่ผมก็มีให้ข้อมูลและประวัติของ เครื่องปั้นดินเผาแต่ละชุดที่ผมขาย เป็นแบบจำลองมาจาก เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีประวัติยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะแจ้งในเว็บไซต์ และแพ็กเกจที่ส่งไปให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ เครื่องปั้นดินเผาอันนี้มีมูลค่ามากกว่า เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่ขายอยู่ทั่วไป นี้คือข้อดีของสินค้าที่มีเรื่องราวอยู่ด้วย
ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ทีมงาน สนุก! คลาสสิฟายด์ ไปค้นหาคำตอบมาให้เพื่อนๆ แล้ว ^^
1. สินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด
หากคุณสามารถหาแหล่งสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด นั้นหมายถึงความได้เปรียบในการขาย เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า นั้นจะช่วยทำให้ผู้ซื้อสนใจและจดจำร้านค้าคุณได้ รวมถึงการบอกต่อไปยังคนอื่นๆได้อีกด้วย แต่หากคุณขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต หรือเว็บไซต์เป็นหลัก คุณก็สามารถลดต้นทุนไปได้มากแล้ว เพราะไม่ต้องมาเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เพราะคุณสามารถทำเองได้หมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงเท่ากับร้านค้าทั่วไป
หรือบางคนอาจจะรู้แหล่งสินค้าราคาถูกในท้องถิ่นของคุณ ซึ่งหากสินค้าชิ้นนั้นไปขายที่อื่น ก็จะสามารถขายได้ราคาดีกว่า เช่น คุณอาจจะอยู่จังหวัดขอนแก่น ใกล้แหล่งผ้าไหม คุณก็อาจจะเปิดร้านขายผ้าไหมลวดลายพิเศษ หายาก ผ่านเว็บไซต์ไปยังทั่วประเทศและต่างประเทศก็ได้ นี้คือตัวอย่างคร่าวๆ ทีนี้ก็ลองมานึกดูสิครับว่า ใกล้ๆตัวคุณมีแหล่งสินค้าราคาถูกอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาขายได้
2. สินค้าเฉพาะกลุ่ม
สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยไม่ได้เน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) เช่น สินค้าสำหรับคนอ้วน, สินค้าสำหรับคนท้อง, สินค้าสำหรับแม่, สินค้าสำหรับเจ้าสาว-คู่แต่งงาน, สินค้าสำหรับเกย์ หรือกระเทย เป็นต้น ก็น่าสนใจ
การที่เราจับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม จะทำให้เราสามารถเจาะและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะได้ง่ายมาก หากลุ่มลูกค้าได้ง่าย ลูกค้าจดจำคุณได้ง่าย และนั้นหมายถึงโอกาสการขายก็มีมากกว่าการที่เราไปเปิดเว็บไซต์ขายของเหมือน คนทั่วไป ตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดเฉพาะ กลุ่มอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณจับและเข้าถึงได้แล้ว ยอดขายน่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องครับ
3. สินค้า “ไม่” ยอดนิยม
ลองหาสินค้าที่ “ไม่ค่อยนิยม” ลองมาขายดู เพราะส่วนใหญ่เว็บไซต์ต่างๆ ชอบขายสินค้าที่ “นิยม” ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันในสินค้าประเภทนี้มาก ทำให้โอกาสสินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จักเป็นได้ยาก แต่หากคุณเน้นไปที่ สินค้าไม่เด่น ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า เช่น เปิดเว็บไซต์ขายเทปเพลงเก่า พระเครื่อง รุ่นที่ไม่ค่อยมีคนนิยม
4. สินค้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน
สินค้าบางอย่างผู้ซื้อไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอาจจะมีความอาย หรือไม่ต้องการให้ผู้ขายรู้จักหรือเห็นหน้า ดังนั้นการซื้อผ่านเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ต ดูจะเป็นช่องทางที่หลายๆคนเลือกใช้ในการซื้อสินค้าลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ, ถุงยางอนามัย, อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, ชุดชั้นใน Sexy เป็นต้น
5. สินค้ามีสไตล์เฉพาะตัว (Unique)
หากสินค้าหรือบริการของคุณ มีความเฉพาะตัว แตกต่าง ไม่เหมือนใคร (Unique) ก็สามารถขายได้ดีเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่สามารถหาซื้อที่อื่นๆได้นอกจากของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ลายผ้า ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว, สินค้า Handmade ประเภทต่างๆ แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าของเราเป็นของดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่รู้จักมาก่อน หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน
ดังนั้นการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจ และการให้รายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ครบถ้วน เช่นการมีรูปภาพเยอะๆ การให้รายละเอียดหรือคำอธิบายสินค้าเยอะๆ หรือมี VDO อธิบายสินค้า ดูน่าจะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจ และซื้อสินค้าลักษณะนี้ได้ไม่ยาก
6. สินค้าที่มีน้ำหนักเบา
การขายสินค้าที่มีน้ำหนักเบา จะมีความได้เปรียบในด้านการส่งสินค้าให้ลูกค้า เพราะจะส่งได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีราคา เช่น มีหลายคนๆขายสแตมป์เป็นชุด บางชุดมีราคาหลายพันบาทเลย ส่งง่ายเพราะแค่สอดเข้าซองจดหมายก็ส่งได้แล้ว
ดังนั้นสินค้าบางอย่างที่มีน้ำหนักเบา มีราคาสูง ก็อาจจะช่วยทำให้การค้าขายมีกำไรได้มาก แต่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าที่มีการลงทะเบียนที่จะช่วยสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เช่นกัน
7. สินค้าที่มีเรื่องราว
สินค้าหรือของที่มีเรื่องราว มีประวัติประกอบ จะทำให้สินค้าชิ้นนั้นๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ผมอาจจะขายเครื่องปั้นดินเผา แต่ผมก็มีให้ข้อมูลและประวัติของ เครื่องปั้นดินเผาแต่ละชุดที่ผมขาย เป็นแบบจำลองมาจาก เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีประวัติยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะแจ้งในเว็บไซต์ และแพ็กเกจที่ส่งไปให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ เครื่องปั้นดินเผาอันนี้มีมูลค่ามากกว่า เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่ขายอยู่ทั่วไป นี้คือข้อดีของสินค้าที่มีเรื่องราวอยู่ด้วย
เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย Social Network
คุณหรือยังว่า?? สื่อประเภทไหนที่ได้รับความนิยมและเข้าถึงลุ่มเป้าหมายที่สุด ในขณะนี้?? ใช่แล้วค่ะ…มันคือ Social Network นั่นเองค่ะ บางคนยังไม่รู้จักและยังไม่ค่อยเข้าใจถึงเจ้าตัวนี้ดีนัก วันนี้ทีมงาน จึงไปสืบๆ ค้นๆ บทความน่ารู้ที่สามารถนำไปใช้งานและที่สำคัญสามารถสร้างรายได้อีกด้วยค่ะ

เว็บไซต์ Social Networking ไม่เพียงแต่สร้างชุมชนคนที่ชื่นชอบอะไรที่เหมือนกันแล้ว ยังเป็นฐานข้อมูลชั้นดีให้กับนักการตลาด หากรู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์เหล่านี้ในการเข้าถึงตัวตนของลูกค้า
ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคคนหนึ่งอาจจะกระจายว่อนอยู่ทั่วโลกออนไลน์ พวกเขาอาจเป็นสมาชิกหรือใช้บริการของเว็บไซต์หลากประเภท ดังนั้น Web 2.0 สามารถนำมาจับไลฟ์สไตล์เพื่อตอบสนองต่อ Personal Identification ได้
หากนักการตลาดรู้ว่าพวกเขาชื่นชอบภาพประเภทใด หรือเนื้อหาประเภทใด ย่อมสามารถต่อจิ๊กซอว์เพื่อบ่งชี้ถึงไลฟ์สไตล์ของเขาได้ครอบคลุมแบบบูรณาการมากขึ้น และสามารถชี้ชัดถึง Personal Identification ของผู้บริโภคแต่ละคนได้อย่างชัดเจน ยิ่งกว่าการตอบแบบสอบถามหรือโฟกัสกรุ๊ป เพราะการสำรวจวิจัยด้วยวิธีนั้นมีข้อเสียคือ กลุ่มตัวอย่างมักไม่พูดความจริงทั้งหมด แต่พฤติกรรมที่เกิดในโลกออนไลน์กลับเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ติดตามความถี่และลักษณะการใช้งานได้
ตารางแสดงพฤติกรรมและลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค
Facebook
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - นักศึกษามหาวิทยาลัย คนทำงานที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีเพราะส่วนใหญ่ใช้ติดต่อกับเพื่อนฝูงต่างประเทศ (แม้ขณะนี้จะสามารถใช้งานภาษาไทยได้แล้วก็ตาม ลักษณะของเครือข่ายส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน โดยจะเป็นการขอ Add และรับ Add เฉพาะคนที่รู้จักเป็นหลัก
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 132 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรไทยและเกาหลี/ฝรั่งเศสรวมกัน)
MySpace
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - ผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ต้องการฟังก์ชันการใช้งานหวือหวา ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 117 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรอังกฤษและอิตาลีรวมกัน)
Friendster
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - เป็นสังคมเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีคลับต่างๆ แยก Category อย่างชัดเจน เป็นเครือข่ายของแฟนคลับที่แยกความสนใจเฉพาะด้านได้
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 90 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรของฟิลิปปินส์) ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นวัย 18-24 ปี (58%)
Hi5
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - เป็นสังคมเครือข่ายที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น นิยมโพสต์รูปสไตล์ Self-portrait นอกเหนือจากไว้รักษาสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงแล้ว ยังพบการใช้งานที่ขอ Add คนแปลกหน้าที่ตนเองสนใจในหน้าตามากกว่าโปรไฟล์
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 56 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรอิตาลี)
Mulitply
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - เด่นในเรื่อง File Sharing เป็นเครือข่ายโปรดของช่างถ่ายภาพในการโชว์และพรีเซนต์ Portfolio
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 11 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรคิวบา)
LikedIn
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - นักธุรกิจนิยมใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ไอเดีย และโอกาสทางทุกธุรกิจกว่า 150 อุตสาหกรรมทั่วโลก เป็นเครือข่ายสำหรับนักแสวงหาโอกาสและคอนเนกชั่น โดยแต่ละคนจะใส่ผลงาน ความสำเร็จต่างๆ ไว้อย่างเต็มที่
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 30 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรแคนาดา)
A Small World
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - สังคมเครือข่ายของคนรวย ที่พูดคุยกันถึงไลฟ์สไตล์อันโก้หรู และธุรกิจส่วนตัวของพวกเขา จะเป็นสมาชิกได้จะต้องได้รับคำแนะนำจากสมาชิกที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อคงความเป็น Exclusive ไว้
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 320,000 คน (เท่ากับจำนวนประชากรประเทศไอซ์แลนด์) มีรายได้ขั้นต่ำต่อปี 150,000
ที่มา: http://www.marketingoops.com
เว็บไซต์ Social Networking ไม่เพียงแต่สร้างชุมชนคนที่ชื่นชอบอะไรที่เหมือนกันแล้ว ยังเป็นฐานข้อมูลชั้นดีให้กับนักการตลาด หากรู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์เหล่านี้ในการเข้าถึงตัวตนของลูกค้า
ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคคนหนึ่งอาจจะกระจายว่อนอยู่ทั่วโลกออนไลน์ พวกเขาอาจเป็นสมาชิกหรือใช้บริการของเว็บไซต์หลากประเภท ดังนั้น Web 2.0 สามารถนำมาจับไลฟ์สไตล์เพื่อตอบสนองต่อ Personal Identification ได้
หากนักการตลาดรู้ว่าพวกเขาชื่นชอบภาพประเภทใด หรือเนื้อหาประเภทใด ย่อมสามารถต่อจิ๊กซอว์เพื่อบ่งชี้ถึงไลฟ์สไตล์ของเขาได้ครอบคลุมแบบบูรณาการมากขึ้น และสามารถชี้ชัดถึง Personal Identification ของผู้บริโภคแต่ละคนได้อย่างชัดเจน ยิ่งกว่าการตอบแบบสอบถามหรือโฟกัสกรุ๊ป เพราะการสำรวจวิจัยด้วยวิธีนั้นมีข้อเสียคือ กลุ่มตัวอย่างมักไม่พูดความจริงทั้งหมด แต่พฤติกรรมที่เกิดในโลกออนไลน์กลับเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ติดตามความถี่และลักษณะการใช้งานได้
ตารางแสดงพฤติกรรมและลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - นักศึกษามหาวิทยาลัย คนทำงานที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีเพราะส่วนใหญ่ใช้ติดต่อกับเพื่อนฝูงต่างประเทศ (แม้ขณะนี้จะสามารถใช้งานภาษาไทยได้แล้วก็ตาม ลักษณะของเครือข่ายส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน โดยจะเป็นการขอ Add และรับ Add เฉพาะคนที่รู้จักเป็นหลัก
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 132 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรไทยและเกาหลี/ฝรั่งเศสรวมกัน)
MySpace
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - ผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ต้องการฟังก์ชันการใช้งานหวือหวา ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 117 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรอังกฤษและอิตาลีรวมกัน)
Friendster
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - เป็นสังคมเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีคลับต่างๆ แยก Category อย่างชัดเจน เป็นเครือข่ายของแฟนคลับที่แยกความสนใจเฉพาะด้านได้
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 90 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรของฟิลิปปินส์) ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นวัย 18-24 ปี (58%)
Hi5
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - เป็นสังคมเครือข่ายที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น นิยมโพสต์รูปสไตล์ Self-portrait นอกเหนือจากไว้รักษาสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงแล้ว ยังพบการใช้งานที่ขอ Add คนแปลกหน้าที่ตนเองสนใจในหน้าตามากกว่าโปรไฟล์
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 56 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรอิตาลี)
Mulitply
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - เด่นในเรื่อง File Sharing เป็นเครือข่ายโปรดของช่างถ่ายภาพในการโชว์และพรีเซนต์ Portfolio
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 11 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรคิวบา)
LikedIn
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - นักธุรกิจนิยมใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ไอเดีย และโอกาสทางทุกธุรกิจกว่า 150 อุตสาหกรรมทั่วโลก เป็นเครือข่ายสำหรับนักแสวงหาโอกาสและคอนเนกชั่น โดยแต่ละคนจะใส่ผลงาน ความสำเร็จต่างๆ ไว้อย่างเต็มที่
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 30 ล้านคน (ใกล้เคียงกับจำนวนประชากรแคนาดา)
A Small World
กลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน - สังคมเครือข่ายของคนรวย ที่พูดคุยกันถึงไลฟ์สไตล์อันโก้หรู และธุรกิจส่วนตัวของพวกเขา จะเป็นสมาชิกได้จะต้องได้รับคำแนะนำจากสมาชิกที่เชื่อถือได้เท่านั้น เพื่อคงความเป็น Exclusive ไว้
จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลก 320,000 คน (เท่ากับจำนวนประชากรประเทศไอซ์แลนด์) มีรายได้ขั้นต่ำต่อปี 150,000
ที่มา: http://www.marketingoops.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)