วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ติด AdSense ให้คลิกง่ายใน Blogger รายได้เพิ่มขึ้น

adsense_ad_before_post
การใช้ Blogger หาเงินกับ AdSense นั้นจะแบ่งได้เป็นคนสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกไม่มีคลิก และกลุ่มที่สองคลิกมากันจังเลย เหตุผลง่ายๆ ที่สร้างความแตกต่างระหว่างคนสองกลุ่มนี้ก็คือ การเลือกตำแหน่งการวาง Ad หลังจากที่ได้ทดสอบกันมาหลายปี วันนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่าตำแหน่งในการวาง Ad ที่ดีที่สุด ที่ทำให้ได้คลิกมากที่สุด ก็คือ ใต้้ไทเทิ้ลของแต่ละโพส (มองภาพประกอบ) นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการแต่งสี แน่นอนครับ เรื่องสีสันกลมกลืนของ Ad นี้ใครๆ ก็รู้ดี ผมจึงจะไม่พูดมาก.. 
แต่การจะวาง Ad ในตำแหน่งทำเงินอย่างที่บอกไปนั้น ทางระบบของ Blogger เองก็ไม่ให้เราทำได้ง่ายนัก ถ้าคุณใช้ Widget จากเมนู Page Element ที่จับวางสร้างส่วนต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย คุณก็จะพบว่า Blogger จะไม่ให้เราสามารถวาง Ad ในตำแหน่งที่ว่านั้นได้เลย ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ตาม แถมเราก็สร้าง Channel เพื่อใช้ติดตามผลกับ Ad Manager ใหม่ของ AdSense ก็ไม่ได้อีีกด้วย (ถ้าทำได้ภายใน Blogger บอกผมด้วยนะครับ แต่ผมหาไม่เจอ) ถ้าเราสร้าง Ad จากภายใน Blogger ดังนั้น เราจะต้องใช้วิชากันหน่อยเพื่อการทำเงินไม่ให้้น้้อยหน้าไปกว่าคนอื่น ด้วยการวาง Ad ตามแบบฉบับเว็บไซต์ธรรมดาที่เขาทำกันมาช้านาน มาดูขั้นตอนกันเลยครับ

1- ไปที่ Google AdSense เพื่อสร้าง ad ให้สีสันตรงกับ Template ที่คุณใช้ที่สุด แล้วสร้าง channel ให้ใหม่เพื่อการติดตามผลการทำเงินของ Ad ตัวนี้โดยเฉพาะ (ถ้ามองสีไม่ออก ให้เปิดบล็อกคุณขึ้นมาแล้วใช้เบราเซอร์ดูสีจาก Source Code)

2- เข้าไปที่ เมนู Layout > Edit HTML
blogger-edit-html




3- คลิก Expand Widgets Templates
expand-widget-templates



4- มองหาโค้ดต่อไปนี้ เพื่อใส่วางโค้ด AdSense ไว้ตรงกลางระหว่าง: 


[Google AdSense Code]
หรือ



มาถึงตรงนี้ให้คุณลองไปยังโฮมเพจดูแล้ว ทดสอบดูก่อนว่าใช้ได้หรือไม่ ถ้ายัง ก็ให้มาดูว่าตกหล่นอะไรหรือไม่ จริงขั้นตอนนี้ก็ถือว่เสร็จแล้วสำหรับบางคน แต่สำหรับผมแล้วผมว่าเราควรทำให้มันสวยงามเป็นระเบียบขึ้นเหมือนในภาพตัวอย่าง เพื่อความน่าคลิกยิ่งขึ้น ด้วยการให้ Ad นั้นแสดงทางซ้าย และให้ตัวหนังสือ Wrap อยู่ทางขวาเหมือนการใส่ภาพทั่วไป ดังนั้นมาต่อขั้นตอนที่ 5 กันเลยครับ

5- ทำให้เนื้อหาของโพสพันรอบ Ad (Wrap) ด้วยการใช้คำสั่ง Float วางไว้ก่อนและหลังโค้ด AdSense ตามภาพและโค้ดดังนี้:


[Google AdSense Code] 


เมื่อเรียบร้อบแล้ว โค้ดทั้งหมดจะต้องมีหน้าตาดังต่อไปนี้
adsense-blogger-post
จบแล้วครับสำหรับเทคนิคง่ายๆ นี้ คราวหน้าผมจะนำเอาเคล็ดลับการแสดง Ad เฉพาะหน้าโพส และการทำ Excerpt มาฝากกันต่อ

วิธีการป้องกันการ Tag ภาพ ใน facebook

ดูเหมือนปัญหาน่าเบื่อสำหรับสมาชิกชาว facebook กำลังเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน
คงจะหนีไม่พ้น การรบกวนของนัก spammer ที่เลือกวิธีการทำการตลาดแบบกองโจร
ที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับเพื่อน ๆ สมาชิกกันถ้วนหน้า ในบทความก่อนหน้านี้ 
วรรณได้แนะนำวิธีการลบ Tag ภาพ ออกจาก profile ของเืพื่อน ๆ แล้ว
แต่วิธีการนี้ ดูเหมือนจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ...เพราะแม้ว่าวันนี้เรา "ลบป้ายชื่อ"
เหล่านั้นออกไป เดี๋ยวพรุ่งนี้ ก็ต้องมีมาใหม่อีกแน่นอน

ดังจะเห็นได้จากข้อความคอมเม้นต์ของเพื่อนสมาชิกชาว facebook ของเราที่คอมเม้นต์เข้ามาในขณะที่เข้ามาเจอบทความที่วรรณได้แนะนำแบ่งปันวิธีการลบ Tag ให้กับเพื่อนกัน





เพราะฉะนั้น วันนี้วรรณจะมาแนะนำวิธีป้องกันการ Tag ภาพ จากเหล่ากองโจรนัก spammer เหล่านี้กัน
สำหรับการป้องกันการ Tag ภาพ และวิดิโอจากคนอื่น ทำได้โดยการ...
คลิกที่เมนู บัญชีผู้ใช้ แล้วเลือก ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว





ในหน้าแสดงรายละเอียดการตั้งค่าให้คลิกเมนู ปรับปรุงการตั้งค่า ดังรูป





ตรงหัวข้อ ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว >> ปรับปรุงการตั้งค่า
ดูที่หัวข้อ รูปและวีดีโอที่ฉันถูกแท็ก ให้เลือกเป็นเมนู ปรับแต่ง



จากนั้นเรสามารถตั้งค่าได้เลยว่า จะให้ใครแท็กเราได้บ้าง

ถ้าไม่ต้องการให้ใครแท็กเลือก แค่ฉัน หรือสามารถเจาะจงเฉพาะเพื่อนที่เราสนิท
เป็นรายบุคคลได้ในเมนู เจาะจงเฉพาะคน.. หรือหากไม่ต้องการให้ใครแท็ก ก็เลือก แค่ฉัน แล้ว บันทึกการตั้งค่า



เป็นอันจบขั้นตอนป้องกันการ Tag ภาพ จากเหล่านัก Spammer แล้วหล่ะค่ะ

รู้วิธีการป้องกันการ Tag ภาพอันไม่พึงประสงค์ กันแล้วก็อย่าลืมแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ ของคุณได้รับรู้กันด้วยน่ะค่ะ


Read more: วิธีการป้องกันการ Tag ภาพ ใน facebook
Under Creative Commons License: Attribution

คุณสมบัติหลัก 4 ประการ สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเครือข่ายแบบยั่งยืน

วันนี้มีโอกาสได้รับบทความดี ๆ อ่านแล้วคิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อนนักธุรกิจเครือข่ายออนไลน์เลยนำมาแบ่งปันกัน ให้คุณ ๆ ได้ลองสำรวจตัวเองกันดูน่ะค่ะว่า...การนำพาตัวเองไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จแบบยั่งยืน ความฝันเรื่องรายได้และหน้าที่การงานของคนส่วนใหญ่ คือ การเป็นผู้ประกอบการหรือมีกิจการเป็นของตัวเอง เนื่องจากหลาย ๆ เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมีอิสระภาพในการทำงานที่ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้อื่น และมีรายได้ที่เข้ามามากกว่าการทำงานประจำและถ้ามีการบริหารจัดการที่ดีในธุรกิจก็จะนำมาสู่รายได้ที่ดีอย่างต่อเนื่อง..


เราลองมาสำรวจตัวเองพร้อม ๆ กันน่ะค่ะว่า เรามีคุณสมบัติที่จะเป็นเจ้าของกิจการเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนนั้นมากน้อยแค่ไหน  เรามีครบหรือยังขาดข้อใดบ้างหรือเปล่า  การประสบความสำเร็จอาจจะทำได้ยาก  แต่สิ่งที่ยากกว่าคือทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน... 

1. มีวิสัยทัศน์ที่ดีและกว้างไกล
เป็นผู้ที่มองการณ์ไกล  สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ จากประสบการณ์หรือจากข้อมูลที่มี และคาดเดาสถานการณ์บางอย่างล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ เช่น วาดภาพในความคิดได้ว่า เครือข่ายของเราในอนาคตจะเป็นอย่างไรและจะเติบโตไปในทิศทางใด

วิสัยทัศน์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่เจ้าของกิจการจะต้องมีเพราะวิสัยทัศน์ (Vision) จะเป็นตัวกำหนด ภารกิจ (Mission) ออกมาว่าจะต้องทำอะไรบ้างจึงจะบรรลุเป้าหมาย

2. เป็นผู้แสวงหาโอกาสอยู่เสมอ
โอกาสมักจะเกิดจากการที่คนอื่นหยิบยื่นโอกาสนั้นมาให้  หรือไม่ก็เกิดจากการแสวงหาเอง  การจะเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องมองเห็นโอกาสอยู่เสมอในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะอยู่นสภาพแวดล้อมอย่างไรก็ตาม  และใช้โอกาสที่มีนั้นให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น มองหาโอกาสในการขายสินค้า  โอกาสในการขยายเครือข่ายหรือสร้างทีมงาน เป็นต้น

3. เป็นผู้แสวงหาความรู้อยู่เสมอ
เจ้าของกิจการเครือข่ายที่ดีจะต้องเรียนรู้  เพื่อรอบรู้และรู้จริง  ต้องทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา  เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคก็จะแก้ไขให้ทัน  นักธุรกิจเครือข่ายบางคนอาจจะเคยใช้วิธีการเดิม ๆ ในการทำงานแล้วประสบความสำเร็จ  แต่เมื่อกระแสโลกเปลี่ยนแปลงไป  วิธีการเดิมที่เคยใช้อาจจะไม่ได้ผลแล้วความรู้ที่ดีบวกกับประสบการณ์จะนำมาสู่วิธีการใหม่ ๆ ที่ดี โดยเฉพาะโลกของธุรกิจขายตรงก็มีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน  การเป็นผู้แสวงหาความรู้จึงจะช่วยเราได้

4. เป็นคนที่มีคุณธรรมและสร้างเครือข่ายให้มีคุณธรรม
ความต้องการจะประสบความสำเร็จในงานเครือข่ายนั้น  อาจจะนำมาสู่วิธีการที่ไม่ถูกต้อง  ซึ่งก็อาจจะทำให้ประสบความสำเร็จได้จริง  แต่ก็ไม่มีทางยั่งยืนเท่ากับการประสบความสำเร็จอย่างมีคุณธรรมทั้งตัวเราเองและทีมงานในเครือข่ายของเรา  ความซื่อสัตย์  ความรับผิดชอบ  ความเมตตากรุณาทั้งหลายเหล่านี้จะนำมาสู่ความยั่งยืนโดยต้องเริ่มจากตัวเราก่อนและปลูกฝังความดีงามให้กับทีมงานในเครือข่าย  เครือข่ายของเราก็จะเติบโตอย่างยั่งยืน  ตัวอย่างของการมีคุณธรรม เช่น ไม่แย่งสายงานกัน ไม่ให้ร้ายกัน  และซื่อสัตย์ต่อบริษัท เป็นต้น


Read more: คุณสมบัติหลัก 4 ประการ สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเครือข่ายแบบยั่งยืน
Under Creative Commons License: Attribution

Google เปิดให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น AdSence เวอร์ชั่นเบต้าบนมือถือแล้ว

Google เปิดให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น AdSence เวอร์ชั่นเบต้าบนมือถือแล้ว...ผู้ใช้มือถือแพลต์ฟอร์ม Android และ iPhone สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบแอปพลิเคชั่น AdSense ได้แล้ววันนี้เพียงแค่ลงชื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในโครงการ AdSense for Mobile เวอร์ชั่นเบต้า AdSense for Mobile มีหลักการทำงานแตกต่างไปจาก AdSense ตัวเดิมที่เปิดให้บริการอยู่ โดยในเวอร์ชั่นของมือถือจะเปิดโอกาศให้บรรดานักพัฒนาสามารถเพิ่มโค้ดที่แสดง ผลข้อความเพื่อเชื่อมต่อไปยัง Adsense Network บนแอปพลิคชั่นได้ และคิดรายได้จากจำนวนของผู้เข้าชมด้วยการเก็บสถิติของการคลิ๊กเข้าชม แม้ว่า AdSense จะไม่ใช่เจ้าแรกที่เปิดให้บริการแต่นักวิเคราะห์ก็เชื่อว่าด้วยชื่อเสียงของ Google และ Google Adsense จะทำให้นักพัฒนาหันมาสนใจบริการนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน

9 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการหาเงินกับ ClickBank

ต่อไปนี้จะเป็นวิธีที่ใช้ทำเงินกับ Affiliate โดยเฉพาะ ClickBank จากคนที่ประสบความสำเร็จ และสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยสิ่งนี้มาโดยตลอด โดยไม่ต้องหางานอย่างอื่นทำอีก แม้แต่การหาเงินกับ Google AdSense ก็กลายเป็นรายได้เสริมไปทันที มาดูกันเลยครับว่าขั้นตอนที่เขาใช้กันมีอะไรบ้าง

1. เลือกตลาด
การเลือกตลาดกว้างเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งแรก เหมือนกับการเลือกหมวดหมู่ของสินค้า ที่คุณสามารถหาไอเดียต่างๆ ได้ตาม eBay, Amazon Bestselling Product ฯลฯ อย่าลืมว่าตลาดมีเป็นหมื่นเป็นพัน แต่ตลาดที่ควรเลือกคือตลาดที่จะทำเงินให้ได้ง่ายกว่าตลาดอื่นๆ อย่างเช่น ตลาดสุขภาพ (health) , ตลาดเปลี่ยนแปลงตัวเอง (self improvement), DIY  เช่น solar power), การเงิน (finance), ท่องเที่ยว (travel) ฯลฯ

2. เจาะตลาดเฉพาะ (long tail, micro niche)
เมื่อเลือกตลาดได้แล้ว ก็มาเจาะให้ลึกเข้าไปถึงความต้องการย่อย หรือเจาะจงตลาดให้ชััวร์ๆ ไปว่ามันคืออะไรกันแน่ เพื่อทำให้การทำตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น จากตลาดสุขภาพ ตลาดเฉพาะย่อยลงมาก็สามารถเป็นได้ตั้งแต่เรื่อง โรคมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่ง ไปจนถึงการเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น (stage cancer - healthy food for old people)…


3. วิเคราะห์คีย์เวิร์ด (Keyword Search)
เมื่อรู้แล้วว่าจะเจาะตลาดไหน ทีนี้ก็มาถึงการมาดูกันจริงๆ ว่าตลาดย่อยนั้นๆ เวลาคนต้องการจะหาข้อมูลเขาค้นหากันด้วยคำหรือคีย์เวิร์ดคำว่าอะไร ด้วยการใช้เครื่องมือง่ายๆ อย่าง Google Keyword Suggestion Tool แล้วนำเอาคำเหล่านั้นมาสร้างเว็บหรือเขียนบทความ

4. เลือกสินค้ายอดฮิตใน ClickBank
ทีนี้ก็ถึงเวลาเข้าไปที่ CB เพื่อดูว่าในนิชคีย์เวิร์ดนั้นๆ มีสินค้าอะไรบ้างที่ขายดิบขายดี และน่าสนใจที่สุด ดูได้จากเมนู Market Place จากนั้นใส่นิชเข้าไปแล้วเลือกให้เรียงผลลัพธ์จาก popularity และดูที่สินค้า Gravity ไม่ให้ต่ำกว่า 50 ขึ้นไป

5. ค้นพบไทเทิ้ลโดนใจ
จุดนี้เองที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ประสบความสำเร็จกับผู้ล้มเหลว เมื่อได้สินค้าแล้ว ทีนี้ก็จะมาดูว่าสินค้าที่เป็น e-book ที่เลือกมานั้น มันแก้ปัญหาให้คนกลุ่มหนึ่งได้ จากคำถามอะไรมากที่สุด เช่นผมเลือก e-book เกี่ยวกับ ผมร่วง ทีนี้มันก็เป็นหน้าที่ๆ ผมต้องรู้ว่าเวลาคนผมร่วงอยากรู้วิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เขาจะพิมพ์ประโยคอะไรเข้าไปใน Google กันบ้าง เป็นต้น เช่น how to prevent hair loss, hair loss prevention tips อะไรทำนองนี้ ที่เป็นไทเทิ้ลอย่างดี (อย่าคิดเองเป็นอันขาด) ให้หาได้จาก Google Keyword Suggestion Tool เช่นเคย ด้วยการพิมพ์คำว่า hair loss หรือสินค้าที่คุณเลือกที่จะขายเข้าไป
  
6.  สร้างบทความ (create article)
การสร้างบทความในทีนี้ จะต้องเป็นบทความที่ไม่ได้เอามาจากเว็บแจกบทความฟรี แต่สามารถเอามาจากการจ้างคนอื่นเขียน หรืออะไรก็ตารมที่อ่านแล้วสามารถทำให้ลูกค้าเชื่อได้ว่าคุณคือหนึ่งในจ้าวแห่งวงการนั้นๆ การหาเงินกับ ClickBank นั้นไม่เหมือนกับ AdSense ก็ตรงนี้เอง สำหรับการทำ  AdSense คุณภาพของบทความไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่า การสร้างบทความ ส่วนใหญ่จะต้องสร้างออกมาซัก  5-10 บทความอย่างต่ำ

7. สร้าง Landing Page
Landing Page คือปราการด่านสุดท้ายที่คุณจะใส่บทความเพื่อให้ลูกค้าเชื่อ แล้วยอมจ่ายเงินซื้อ e-book ต่างๆ ซึ่งอาจจะประกอบไปด้วยหน้าแรก ด้วยคำโฆษณาต่างๆ  จากหน้าก็บทความต่างๆ ที่เตรียมไว้ และสุดท้ายข้อความ testamonial (คำบอกเล่าของผู้ที่เคยใช้สินค้า)

8. เผยแพร่บทความ
ในการทำเงินกับ ClickBank หลายคนเข้าใจตรงจุดนี้ผิดไป ว่าต้องเหมือนกับการทำ Google AdSense ด้วยการเอาบทความไปใส่ไว้ในเว็บแล้วทำ SEO เพื่อรอวันเวลาอันยาวนานให้ Search Engine เข้ามาเห็นเพื่อ Rank ในอันดับที่ดี ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือนๆ และจากจำนวนบทความแค่นั้นที่มี ผมว่าคงเป็นไปได้ยากแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือต้อง by pass  SEO ด้วยการเอาบทความไปฝากหรือ submit กับเว็บ articles ชื่อดังต่างๆ รวมทั้ง Squidoo lens และ Social Bookmarking ต่างๆ  เพื่อให้ผู้คนมากมายจากเว็บเหล่านั้นเข้ามาที่ Landing Page

9. ทำซ้ำทั้งหมดอีกครั้ง
นั่นคือขั้นตอนทั้งหมดอย่างคร่าวๆ ในการทำเงินวันละหลายพันบาท (ไม่ได้ล้อเล่น) กับ ClickBank ที่ถ้ามีเวลาจะมาอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดในบทความหน้านะครับ ตอนนี้ผมหวังว่าหลายคนคงจะเห็นภาพกันมากขึ้นว่าการทำเงินกับ ClickBank นั้นมีขั้นตอนอะไรบ้างที่ต้องทำ แล้วพบกันใหม่ครับ

Link Popularity คืออะไร ?

Link Popularity คืออะไร ?รู้จัก Link PopularityLink popularity เป็นค่าที่บอกจำนวน ว่ามีกี่เว็บไซต์ หรือกี่เว็บเพจของเว็บไซต์อื่นๆ ที่เชื่อมโยง ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา

ความสำคัญของ Link popularity ?
ถ้าหากเว็บไซต์คุณมี Link popularity สูงจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีสถิติผู้เยี่ยมชมดี นั่นจะทำให้เว็บไซต์คุณค้นหาเจอได้โดยง่าย ผ่านเว็บไซต์ต่างๆเหล่านั้นที่ลิงก์มายังเว็บของคุณ และเพิ่มโอกาสที่เสิร์ชเอนจิ้นจะเข้ามาสำรวจเว็บไซต์คุณบ่อยขึ้น และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีสถิติผู้เยี่ยมชม เพิ่มขึ้นได้ด้วยซึ่งในปัจจุบันเสิร์ชเอนจิ้นให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับ Link popularity ว่าจะจัดอันดับเว็บไซต์คุณอยู่อันดับที่เท่าไร เมื่อเทียบกับเว็บไซต์อื่นๆ หากเว็บไซต์คุณมี Link popularity สูง ก็มีโอกาสได้รับการจัดอันดับที่สูงกว่าหรือดีกว่าเว็บไซต์ที่มี Link popularity ต่ำกว่า